ลิเวอร์พูล VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับตำนานศึกวันแดงเดือด

Home / Uncategorized / ลิเวอร์พูล VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับตำนานศึกวันแดงเดือด

ตำนานการแข่งขันของคู่ปรับตลอดกาล ว่าทำไมนัดแดงเดือดจึงเป็นการแข่งขันที่ต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะคว้าชัยชนะ

ถ้าสำหรับคอลูกหนังที่ชื่นชอบและติดตามการแข่งขันฟุตบอลอยู่เป็นประจำ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักสโมสรชั้นนำที่เป็นที่นิยมของแฟนบอลจากทั่วโลกอย่างทีม ‘ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’ และ ‘หงส์แดง ลิเวอร์พูล’ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะนัดสำคัญที่เหล่าสาวกของทั้ง 2 ทีมเฝ้ารอคอย อย่างศึก ‘วันแดงเดือด’ ที่เป็นการเชือดเฉือนกันอย่างไม่มีใครยอมใครมาเป็นเวลานาน แฟนบอลหลายๆคนอาจจะยังสงสัยในตำนานการแข่งขันของคู่ปรับตลอดกาล ว่าทำไมนัดแดงเดือดจึงเป็นการแข่งขันที่ต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะคว้าชัยชนะมาให้กับทีมของตัวเองชนิดที่ว่าตาต่อตา ฟันต่อฟันกัน โดยสาวกบ้านผลบอลวันนี้จะมาเล่าถึงความเป็นมาแห่งตำนานคู่ปรับตลอดกาลคู่นี้ให้แฟนฟุตบอลได้อ่านกันครับ

ตำนานแดงเดือดที่หลายๆคนเฝ้าจับตามองนั้น อาจเป็นเพราะทั้ง 2 ทีมนี้ถือได้ว่าเป็นสโมสรชั้นนำของกีฬาฟุตบอลทางฝั่งอังกฤษ โดยสมัยก่อนนั้น ‘หงส์แดง’ เคยเป็นทีมฟุตบอลที่ผงาดค้ำในลีกอังกฤษมาอย่างยาวนาน จนถึงทศวรรษหนึ่ง ความเป็นที่หนึ่งก็เริ่มจางหายไปจากหงส์ … ปีศาจแดงเริ่มมาสยายปีกแห่งความยิ่งใหญ่ คว้าแชมป์มาครองได้หลายสมัย มันจึงเปรียบเสมือนเป็นการบลัฟฟ์กันระหว่างแชมป์เก่ากับแชมป์ใหม่ด้วยสีเสื้อเดียวกันนั่นเอง หากรู้ถึงประวัติความเป็นมาของจุดเริ่มต้นความบาดหมางนี้ว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนการเริ่มมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเสียอีก อาจจะเป็นเพราะความไม่ลงรอยของทั้ง 2 เมืองซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องของความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เดิมทีแล้วตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1894 เมืองนอร์ทเวสต์ ในแมนเชสเตอร์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอุตสาหกรรมเครื่องจักร ในขณะที่ทางฝั่งของลิเวอร์พูลเองก็เป็นเมืองท่าที่สำคัญมากในการจัดส่งสินค้าอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งในการจัดส่งหรือนำเข้าสินค้าของทางฝั่งแมนเชสเตอร์เองทุกครั้งจำเป็นที่จะต้องเดินเรือสินค้าผ่านทางท่าของลิเวอร์พูล จนกระทั่งทางด้านแมนเชสเตอร์เองตัดสินใจขุดคลองเพื่อทำช่องทางการเดินเรือสินค้าเป็นของตัวเองจึงทำให้ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจกับทางลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก และเหตุการณ์นี้เองที่ทางเหล่านักประวัติศาสตร์ต่างเทความเห็นว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวขัดแย้งและบาดหมางกันของทั้ง 2 เมืองก็เป็นไปได้เช่นกัน

จากสถิติการแข่งขันที่ผ่านมานับจากก่อนพรีเมียร์ลีก 2016 ทั้งหมด 197 นัด แมนเชสเตอร์เป็นฝ่ายชนะ 79 นัดและลิเวอร์พูลชนะ 65 นัดนอกจากนั้นเสมอกันอยู่ที่ 53 นัดจะเห็นได้ว่า จากสถิติที่ผ่านมาฟอร์มการแข่งขันของทั้งคู่ไม่ได้ทิ้งห่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าเทียบกับที่ผ่านมาลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีกในปี 1963-1964 จากการทำทีมของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ กุนซือชื่อดังที่เข้ามาดูแลทีมหงส์แดงในช่วงนั้น แต่ในปีต่อมาทางแมนเชสเตอร์ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า  กลับมาบดขยี้ทางลิเวอร์พูลจนได้แชมป์ลีกไปครองเช่นกัน และในปีต่อๆมาก็ยังสลับกันแพ้ชนะอยุ่เสมออย่างไม่มีใครยอมใคร จนมาในปี 1968 ทางแมนเชสเตอร์ก็ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อยุ่แล้วว่าทางลิเวอร์พูลก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันและยังสามารถกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้ถึง 4 สมัยติดต่อกัน จึงทำให้ผลงานในช่วงนั้นของลิเวอร์พูลโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับและกลายเป็นหน้าเป็นตาของเกาะอังกฤษในยุคนั้น เท่านั้นยังไม่พอหงส์แดงยังสามารถกวาดถ้วยรางวัล ดิวิชั่น 1 มาได้อีกถึง 11 สมัยด้วยกัน ..และที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนกุนซือผู้ดูแลทีมมาแล้ว 3 คนด้วยกันโดยแต่ละคนที่ทางลิเวอร์พูลเลือกใช้ก็เป็นกุนซือมือทองระดับต้นๆของโลก ได้แก่ บิลล์ แชงค์ลี่ย์,บ็อบ เฟสลี่ย์,โจ เฟแกน

ส่วนทางด้านทีมปีศาจแดงนั้นอาจจะเคยพลาดท่าเสียทีให้กับทีมคู่ปรับมาเป็นเวลานานพอสมควรและต้องตกเป็นรองให้กับทีมหงส์แดงมาตลอดในช่วงเวลานั้น จนมาถึงช่วงปี 1986 ทางทีมปีศาจแดงได้กุนซือที่ชื่อ ‘เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน’ เข้ามาควบคุมดูแลทีมจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับสโมสรแมนเชสเตอร์ และต่อมาการแข่งขันดิวิชั่น 1 ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีก และเซอร์ อเล็กซ์ ก็สามารถพาทีมปีศาจแดงขึ้นคว้าแชมป์เบียดแซงลิเวอร์พูลได้สำเร็จ กฃีลมาทวงบัลลังก์แชมป์คืนจากหงส์แดงได้เป็นที่เรียบร้อย  กู้ชื่อเสียงของทีมกลับมาให้เป็นที่ยอมรับได้อีกครั้ง

จนมาถึงในยุคปัจจุบันสโมสรแมนเชสเตอร์โดยการควบคุมทีมของกุนซือที่มากความสามารถอย่าง ‘โชเซ มูรินโย’ ก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้ดีถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้ได้ยินอยู่บ้างแต่ก็ยังรักษาอันดับทีมฟุตบอลยอดนิยมที่ครองใจแฟนบอลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการปรับรูปแบบการเล่นและเพิ่มชั้นเชิงของนักเตะในทีมอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะรักษามาตรฐานความเป็น ‘แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’ เพื่อไม่ให้แฟนบอลผิดหวังที่เฝ้าติดตามอย่างแน่นอน ส่วนในด้านของ ‘ลิเวอร์พูล’ เองนั้นก็ได้ส่ง ‘เยอร์เกิน คลอพพ์’ ขึ้นมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมและเขาก็สามารถทำหน้าที่ได้ดีและถูกใจเหล่าแฟนบอลชาวหงส์แดง เพราะตั้งแต่คลอพพ์เข้ามาคุมทีมก็สามารถปรับแผนให้นักเตะโชว์ฟอร์มการเล่นได้ดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา จนทีมลิเวอร์พูลเริ่มกลับมาไต่อันดับต้นๆหลังจากที่ห่างหายมานาน แต่สำหรับทีมคู่ปรับเก่าตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์แล้วก็ยังคงเป็นคู่แข่งที่เชือดเฉือนกันเหมือนเช่นเคย เพราะที่สุดแล้วทั้ง 2 ทีมต่างก็ต้องการที่จะเป็นที่สุดของสโมสรฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดของบอลฝั่งอังกฤษเหมือนเช่นเดิม อย่างไรก็ตามทั้งลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 ทีมเจ้าของตำนานนักเตะยอดเยี่ยมก็ยังคงเป็นขวัญใจของแฟนบอลทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยและในทุกนัดการแข่งขันที่ต้องโคจรมาพบกันก็ยังคงสร้างสถิติ นัดหยุดโลก ‘วันแดงเดือด’ ที่ผู้ชมให้ความสนใจมากที่สุดตลอดเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา